Knee surgery can be frightening as patients often worry about curability and the inability to walk afterwards. To eliminate this anxiety, Hip and Knee Center at Bangkok International Hospital offers total knee replacement surgery that combines cutting-edge pain intervention techniques, such as adductor canal block and radiofrequency nerve ablation to minimize pain.  

Knee and Hip Replacement

If you experience severe knee pain when moving, have knee deformities, or chronic knee inflammation, you might have osteoarthritis of the knee. Knee osteoarthritis can greatly impact one’s life, and although there is no cure, lifestyle changes can slow disease progression. However, if the damage is severe, total knee replacement surgery is one of the most effective ways of restoring the knee function, allowing for patients to enjoy life as normal. Other cutting-edge processes employed include the Nobel Prize Winning Biplane Imaging (EOS) system that provides full-body 3D skeleton imaging. Taking less than 20 seconds, it enables orthopedic surgeons to make an accurate diagnosis prior to surgery. Moreover, a Digital Template Computer Program allows surgeons to customize the size and determine the position of the prosthesis, subsequently reducing the possibility of traumatic damage to surrounding areas and prolonging the lifespan of the implants. Thanks to an emphasis on fast rehabilitation, patients often start walking and restoring full muscle function within 24 hours of surgery. Over 90% of patients who receive total knee replacement surgery experience minimal pain and are able to return to daily activities within 1.5 to 3 months. Similarly, hip osteoarthritis often appears in people older than 40 with contributing factors including genetic abnormalities, autoimmune and SLE diseases, rheumatoid arthritis, and also the long-term steroid use. In its late stages, patients can experience hip pain that may radiate to the knee, disrupted sleep and limited mobility, resulting in a poor quality of life. In the past, traditional hip replacement surgery involved making a large incision (6 to 8 inches) on the side of the hip (lateral) or the back of the hip (posterior). Both require muscle and tendon detachment, which causes pain and prolongs the full recovery by months or years. If muscles fail to heal properly after surgery, the risk of dislocation and other unwanted postoperative outcomes also increases. Nowadays, advanced technology in orthopedic surgery allows for less invasive procedures with improved surgical results. For example, the Direct Anterior Approach (DAA) Cosmetic Incision Hip Replacement Surgery has become increasingly popular as it is a minimally invasive surgery involving a smaller bikini incision (3 to 4 inches) hidden at the groin. The incision allows the joint to be on the natural tissue planes without detaching any tendons and muscles, resulting in less pain, less blood loss, lower post-operative complications, faster recovery, improved mobility and additional cosmetic benefits. And patients often only spend 2 to 4 days in the hospital before returning home. Prior to the operation, digital template surgical planning is conducted to select a suitable artificial joint for each patient from a wide range, including cobalt chromium or ceramic, while new artificial stems are used to ensure that the prosthesis will not sink after surgery. This provides better accuracy in examining the length of a patient’s legs and location of the joints. We have successfully done more than 500 DAA cases at our hospital. As a pioneer of DAA hip replacement in the Asia-Pacific region, the experienced team of surgeons at Hip and Knee Center, Bangkok International Hospital uses the latest hip prosthesis, Actis® stem, for ease-of-insertion and improved implant stability so patients restore mobility more quickly. In addition, JointPoint™ is a new non-invasive hip navigation system that provides surgeons with significant data on cup position, leg length, and stem position, thus minimizing complications. การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมด้วยเทคนิคไม่ตัดกล้ามเนื้อ (DAA) และการเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยเทคนิคใหม่ ระงับปวด Radiofrequency โดยนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์นำวิถีและข้อเทียมรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ มาช่วยในการผ่าตัดเพื่อหาความเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย ร่วมกับเทคนิคการผ่าตัดแบบทะนุถนอมเนื้อเยื่อไม่ให้บอบช้ำ และเทคนิคการระงับปวด ช่วยทำให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยและฟื้นตัวไว ช่วยคืนการเคลื่อนไหว ให้ชีวิตฟิตเต็มที่ (Reboot Your Bounce) ดูแลรักษาโรคข้อสะโพกและข้อเข่า ในส่วนของการรักษาข้อสะโพกได้มีการริเริ่มนำเทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยได้ทำการผ่าตัดผู้ป่วยเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมด้วยเทคนิคนี้ไปแล้วกว่า 500 ราย พบว่า ผู้ป่วยทุกรายสามารถฟื้นตัวได้ไว เดินได้ตั้งแต่วันที่ผ่าตัด มีแผลผ่าตัดขนาดเล็ก มีระดับความเจ็บปวดหลังผ่าตัดที่น้อยมากและประสบผลสำเร็จในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม 2 ข้างพร้อมกันให้แก่ผู้ป่วยไปทั้งหมด 52 ราย ไม่พบว่ามีการหลุดของข้อสะโพกหรือผลแทรกซ้อนที่ต้องมีการผ่าตัดซ้ำแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการนำเทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อมาใช้ในการผ่าตัดซ่อมแซมและแก้ไขข้อสะโพกเทียมที่เสียหาย สึกหรอจากการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมในอดีต (Revision) ให้แก่ผู้ป่วยอีกหลายสิบรายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดแก้ไขข้อสะโพกเทียมสึกหรอ เสื่อมจากการใช้งาน ขายาวไม่เท่ากันหลังผ่าตัด ข้อสะโพกเทียมหลวม หลุด แตกหัก หรือติดเชื้อ เป็นต้น การผ่าตัดข้อสะโพกเทียม เทคโนโลยีในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อในเอเชียแปซิฟิก ศัลยแพทย์จะใช้เทคโนโลยีการผ่าตัดด้วยคอมพิวเตอร์นำวิถีรุ่นใหม่ เรียกว่า JointPoint™ ซึ่งออกแบบมาเพื่อใช้ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อโดยเฉพาะ เพื่อช่วยระบุตำแหน่งของข้อสะโพกเทียมในขณะผ่าตัดให้ตรงตำแหน่งมากขึ้น เลือกขนาดและวัสดุของข้อเทียมให้เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล และยังสามารถช่วยผ่าตัดให้ผู้ป่วยมีความยาวขาทั้งสองข้างให้เท่ากันหลังผ่าตัดอีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีตัวนี้ไม่จำเป็นต้องเจาะกระดูกของผู้ป่วยเหมือนระบบคอมพิวเตอร์นำวิถีหรือหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดรุ่นอื่น ๆ ในอดีต ทำให้ผู้ป่วยมีการบาดเจ็บที่น้อยลงและฟื้นตัวได้ไวกว่าเดิม นอกจากนี้โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลยังเป็นผู้ริเริ่มนำข้อสะโพกเทียมรุ่นใหม่ ที่เรียกว่า Actis® Total Hip System ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อมาใช้ ซึ่งตัวข้อเทียมจะมีผิวสัมผัสที่ทำให้กระดูกเข้าไปยึดติดกับข้อสะโพกเทียมได้ดีขึ้นกว่าเดิม มีจะงอย (Collar) ที่ป้องกันไม่ให้ข้อสะโพกเทียมจมหลังผ่าตัด และลดผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นในขณะผ่าตัดลงได้ ทำให้การผ่าตัดประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ โดยปกติแล้วแนวแผลผ่าตัดจะอยู่บริเวณหน้าต้นขา ซึ่งอาจจะเห็นแผลได้ง่าย แต่ด้วยเทคนิคการลงแผลแบบใหม่ จะมีการซ่อนแผลผ่าตัดใต้ต่อขาหนีบหรือที่เรียกว่า BIKINI Incision ซึ่งเป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Surgery: MIS) ที่สำคัญการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ ด้วยเทคนิคซ่อนแผลผ่าตัด แนบเนียน เพราะแผลผ่าตัดขนาดเล็กจะอยู่ด้านหน้าบริเวณขาหนีบ ซ่อนใต้แนวกางเกงใน ทำให้ไม่เห็นรอยแผลเมื่อใส่กางเกงขาสั้นหรือชุดว่ายน้ำ ซึ่งการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมด้วยเทคนิคนี้มีข้อดีกว่าการผ่าตัดแบบดั้งเดิม เช่น ผู้ป่วยมีอาการปวดลดลง ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้ไวขึ้น เดินได้ทันทีหลังการผ่าตัด เนื่องจากไม่มีการตัดกล้ามเนื้อ ศัลยแพทย์ผู้ผ่าตัดสามารถวางตำแหน่งข้อสะโพกเทียมได้ดีขึ้น อัตราการหลุดของข้อสะโพกเทียมต่ำมาก มีความยาวขาที่เท่ากันหลังผ่าตัด มีขนาดแผลที่เล็ก สวยงาม สามารถซ่อนแผลผ่าตัดใต้ขาหนีบ และยังสามารถทำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมได้ทั้งสองข้างพร้อมกันอีกด้วย การเปลี่ยนข้อเข่าเทียม การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมด้วยเทคนิคระงับความปวดรูปแบบใหม่ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบัน Joint Commission International (JCI) ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ให้การรับรองมาตรฐานและคุณภาพของโปรแกรมการผ่าตัดข้อเข่าเทียม โดยผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมที่โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลที่ผ่านมา มากกว่า 500 ราย ทุกรายสามารถเดินได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถงอเข่าได้มากกว่า 90 องศาก่อนกลับบ้าน มีอัตราความพึงพอใจในการรักษาที่สูงมาก (99%) เพราะมีการใช้โปรแกรมการรักษาที่ออกแบบเฉพาะบุคคล (Customize Service) เพื่อตอบสนองคนไข้ที่มีสภาวะต่างกัน เริ่มตั้งแต่ก่อนผ่าตัด นำ Digital Template ช่วยวางแผนหาขนาดของข้อเข่าเทียมที่เหมาะสม รวมทั้งกระดูกที่จะถูกตัดออกว่าจะหนาบาง เล็กใหญ่ขนาดไหน และต้องเอียงทำมุมเท่าใด โดยเฉพาะกรณีที่มีความวิกลรูปผิดปกติมาก หรือกรณีที่เคยมีกระดูกหัก เคยผ่าตัดมาก่อน จะใช้เครื่องเอกซเรย์สองแกน Biplane Imaging (EOS) สแกนตั้งแต่กระดูกสันหลังจนถึงปลายเท้าเพื่อสร้างภาพ 3 มิติออกมาช่วยวางแผนก่อนการผ่าตัด มีการใช้เทคนิคระงับปวดระหว่างการผ่าตัดและช่วงที่อยู่โรงพยาบาล ซึ่งเป็นเทคนิคที่ริเริ่มนำมาใช้ในประเทศไทย เช่น การใช้จี้คลื่นวิทยุความถี่สูงที่เส้นประสาทรอบข้อเข่า (Radiofrequency Ablation) ทำให้ผู้ป่วยแทบจะไม่มีอาการปวดหลังผ่าตัดเลย จึงมีการฟื้นตัวที่รวดเร็วมาก อย่างไรก็ตามผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมไม่ใช่ทุกรายที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด จะเน้นรักษาตามระยะของโรค ถ้ายังสามารถใช้เข่าในสภาวะเข่าเสื่อมที่ยังไม่รุนแรงได้จะแนะนำให้เปลี่ยนวิธีการใช้งาน เช่น ห้ามนั่งคุกเข่า หรือนั่งยอง ๆ และควรเลือกเล่นกีฬาที่มีการกระแทกของข้อเข่าน้อย เช่น ว่ายน้ำ เดินเร็ว ขี่จักรยาน เวลานั่งทำงานปรับที่นั่งให้สูงเพื่อให้เข่าได้เหยียดเต็มที่ หากต้องนาน ๆ ควรพักเข่าด้วยการเหยียดเข่าตรงในท่านั่งแล้วนับ 1 - 10 เพื่อให้กล้ามเนื้อหน้าขาแข็งแรงขึ้น ทำประมาณ 20 - 30 ครั้ง ต้องควบคุมน้ำหนัก ถ้าข้อเข่าเสื่อมที่ยังเป็นไม่มากสามารถรักษาด้วยการทานยาตามอาการ และการฉีดน้ำหล่อเลี้ยงข้อเทียมเพื่อช่วยลดการเสียดสีของข้อเข่า หรือฉีดยาสเตียรอยด์ในปริมาณที่จำกัดได้ แต่ถ้าการรักษาที่ว่ามาทั้งหมดไม่ได้ผลก็ต้องเข้ารับการผ่าตัด เทคนิคการระงับปวดแบบใหม่ ความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนไข้กังวล โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลได้นำเทคนิคการระงับความเจ็บปวดหลากหลายชนิดเข้ามาใช้ในผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาหลากหลายกลุ่มร่วมกัน มีการบริหารยาลดความเจ็บปวดโดยการบล็อกหลังตามทั่วไป ร่วมกับการให้ยาระงับความรู้สึกเฉพาะส่วนที่จำเพาะเจาะจงกับหัวเข่า โดยการใส่สายเพื่อให้ยาชาในช่องแอดดั๊กเตอร์ที่บริเวณต้นขา เพื่อลดระดับความปวด โดยจะให้ยาชาเข้าไปที่เส้นประสาทที่เลี้ยงข้อเข่าและให้ยาชาต่อเนื่องแบบช้า ๆ ซึ่งการให้การระงับความรู้สึกวิธีนี้ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่กล้ามเนื้อยังทำงานได้ ทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกายภาพบำบัดได้เร็วขึ้นอย่างมาก การทำกายภาพบำบัดที่ดีนี้เป็นจุดสำคัญมาก ๆ ที่จะทำให้การรักษาประสบความสำเร็จ โดยผู้ป่วยสามารถเดินได้ทันที 2 - 3 ชั่วโมงหลังผ่าตัด โดยที่ไม่มีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อเหมือนการระงับปวดชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่กลัวความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดมาก ๆ เทคนิคการจี้ด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูงที่เส้นประสาทรอบข้อเข่า (Radiofrequency Ablation) สามารถควบคุมความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดได้ดีกว่าและนานกว่าเป็นระยะเวลายาวนานหลายเดือนจนถึงปี หลักการการรักษานี้ทำโดยการใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงจี้ที่เส้นประสาทที่รับความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้เกิดความร้อนที่เส้นประสาทจนหยุดการทำงานไม่สามารถส่งกระแสความรู้สึกไปยังสมองได้ การรักษาทำโดยการใส่เข็มชนิดพิเศษบริเวณรอบเข่า 3 จุด ร่วมกับ X - Ray และ Ultrasound นำทางเข็ม เพื่อความถูกต้องสูงสุด โดยการรักษาจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ซึ่งในวิธีการจี้คลื่นวิทยุแบบมาตรฐาน (Conventional Radiofrequency) จะเป็นการใช้คลื่นวิทยุความถี่สูงที่ให้พลังงานความร้อนอยู่ที่ 80 องศาเซลเซียส แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน มีการพัฒนาให้คลื่นพลังงานมีอุณหภูมิลดลงด้วยระบบ Water - Cooled Technology โดยมีอุณหภูมิอยู่ที่ 60 องศาเซลเซียส มีผลให้ประสิทธิในการรักษาภาพสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดที่ลดน้อยลงมาก และฟื้นตัวได้ไวมากยิ่งขึ้น การจี้คลื่นวิทยุรอบหัวเข่าสามารถทำได้ในหลายกรณี ทั้งในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าแต่มีความเจ็บปวดทรมานที่ีมีต้นเหตุมาจากข้อเข่า หรือผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บเรื้อรังใด ๆ ของข้อเข่าที่ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ การให้การดูแลความเจ็บปวดสำหรับการผ่าตัดข้อสะโพกปัจจุบันได้ผลดีมาก โดยเฉพาะการทำร่วมกับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมแนวใหม่แบบไม่ตัดกล้ามเนื้อ (DAA) การให้การระงับความรู้สึกแบบต่อเนื่องในช่อง Fascia Ilica ทำให้เส้นประสาทหลาย ๆ เส้นที่ไปเลี้ยงสะโพกไม่ทำงานระหว่างการให้ยา ช่วงหลังการผ่าตัดจน 2 - 3 วัน ผู้ป่วยจะสามารถทำกายภาพบำบัดและพักฟื้นได้อย่างเต็มที่โดยแทบจะไม่ต้องกังวลเรื่องความปวด ศูนย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมให้บริการ แบบ Total Joint Care ให้การดูแลรักษาแบบครบครัน ไม่ได้เน้นการผ่าตัดเปลี่ยนข้อแต่เพียงอย่างเดียว โดยมีนโยบายหลัก คือ การช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตปกติอย่างมีคุณภาพได้ Reboot Your Bounce ด้วยการผสมผสานวิธีการรักษาต่าง ๆ พร้อมด้วยประสบการณ์ทีมแพทย์ประจำและแพทย์ที่ปรึกษา มีความชำนาญในการรักษาโรคข้อเข่าและข้อสะโพกมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปี สามารถให้การรักษาโรคที่มีความรุนแรง ความผิดรูป ความผิดปกติของข้อทุก ๆ รูปแบบ โดยมีจุดเด่นคือ สามารถแก้ไขปัญหาหรือภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นหลังจากการรักษาผ่าตัดข้อสะโพกหรือข้อเข่ามาแล้ว ประกอบกับทีมแพทย์สหสาขาวิชา พยาบาล เจ้าหน้าที่ กายภาพบำบัด (Multidisciplinary Care) ร่วมกันดูแลรักษาเพื่อให้ผู้ป่วยกลับไปมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคและการดูแลรักษาแก่ผู้ป่วย ญาติ และแพทย์ ร่วมกันเลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วย

Novel Pain Intervention Techniques

During and after surgery, inadequate postoperative analgesia can impair rehabilitation, prolong hospitalization and increase the risk of complications, such as myocardial ischemia, myocardial infarction, pulmonary dysfunction, paralytic ileus, urinary retention and thromboembolism. Therefore, acute pain management strategy is crucial. Previous options for postoperative pain control included narcotics, epidural anesthetics and spinal anesthetics. However, despite the effectiveness of opioids, they also produced undesirable side effects, such as vomiting, constipation, confusion and respiratory depression. This has led to a shift in current pain management regimens. Multimodal analgesic regimen is a regimen where multiple drugs, which act at multiple pain receptors, are used in a lower dosage to reduce opioid side effects. As for knee surgery, an adductor canal block, which is conducted at the end of surgery by a well-trained anesthesiologist is a current gold standard for its pain control. During the procedure, a catheter is inserted into the mid-thigh with the assistance of ultrasound guidance technology, aiming for the saphenous nerve in the knee to be anesthetized. The adductor canal block in combination with multimodal pain protocols, such as anti-inflammatory agents and nonnarcotic medications can limit the use of narcotics, hence reducing its undesirable side effects. With this intervention technique we can ensure that patients do not endure severe pain and are able to walk within 2 to 3 hours after the operation. The main advantage of this technique is preserving muscle strength in order to facilitate rehabilitation and exercise programs after knee surgery, leading to a quick return to normalcy. Another pain intervention technique is radiofrequency nerve ablation. This minimally-invasive procedure uses conventional or cooled radiofrequency technology to reduce or eliminate chronic pain conditions. This method is often considered an effective option for patients with significant arthritis who are illegible for joint replacement surgery, those who prefer to delay their surgery and patients who are not fit for a major surgery. During the procedure, with guidance from x-rays and ultrasounds, special radiofrequency needles are placed on nerves that are responsible for pain in the knee or hip. With needle tip placed on the specific area, radiofrequency is started and heats the nerve up to a certain degree. Ablated nerves will stop functioning for a duration of 4 to 6 months up to 2 years, thus pain will be improved. Side effects of this technique are considerably rare due to a precise needle placement technology. In comparison to other techniques, cooled radiofrequency uses water-cooled technology to safely ablate the nerves that transmit pain signals with lower temperatures (45-60°C). This results in less damage to surrounding tissue and encourages faster recovery, so patients can return to their lives worry free. Reference: Dr. Phonthakorn Panichkul Joint Reconstruction and Arthroplasty Surgeon, Hip and Knee Center. Bangkok International Hospital. Dr. Sarit Hongvilai Arthroplasty, Trauma and Orthopedic Surgery, Hip and Knee Center. Bangkok International Hospital.   Dr. Marvin Thepsoparn Pain Intervention Specialist and Anesthesiologist. Bangkok Hospital.