โรคหลอดเลือดสมองถือเป็นโรคร้ายในลำดับต้น ๆ ที่คร่าชีวิตคนไทยและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบัน นับเป็นโรคที่คนทุกวัยควรระวัง ทั้งผู้สูงอายุ คนวัยทำงาน หรือวัยรุ่น ก็อาจมีความเสี่ยงเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ด้วยสาเหตุที่ต่างกัน โดยเฉพาะช่วงอายุ 18 – 50 ปีจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น การสังเกตอาการและรู้ทันเพื่อรับมือให้ถูกวิธีจึงเป็นเรื่องสำคัญ

BEFAST อาการต้องสังเกต

การสังเกตอาการ BEFAST ของตนเองหรือคนใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ ได้แก่

  • B – Balance เดินเซ เวียนศีรษะ บ้านหมุน ฉับพลัน 
  • E – Eyes ตามัว มองไม่เห็น เห็นภาพซ้อนฉับพลัน
  • F – Face Dropping ยิ้มแล้วมุมปากตก
  • A – Arm Weakness ยกมือแล้วกำไม่ได้ หรือแขนขาไม่มีแรง
  • S – Speech Difficulty พูดไม่ชัด พูดไม่ออก
  • T – Time to Call ควรรีบโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่และนำส่งโรงพยาบาล

4.5 ชั่วโมง Magic Number

นอกจากนี้ยังมีเรื่อง 4.5 ชั่วโมงที่เป็น Magic Number คือ ถ้ามาถึงโรงพยาบาลภายในช่วงเวลา 4.5 ชั่วโมงนับตั้งแต่สังเกตเห็นอาการ แพทย์จะสามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดหรือ rtPA ทางหลอดเลือดดำ ซึ่งในผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือดและไม่พบภาวะเลือดออกในสมองจะช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ทัน แต่สำหรับผู้ป่วยที่มาช้าเกิน 4.5 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงหลังเกิดอาการ และวินิจฉัยว่าเซลล์สมองยังไม่ตายจากการอุดตันของลิ่มเลือดขนาดใหญ่ การให้ยา rtPA อาจไม่ทำให้อาการดีขึ้น ต้องอาศัยการรักษาโดยใส่สายสวนหลอดเลือดสมองเข้าช่วย โดยแพทย์จะพิจารณาว่าจะใช้วิธีการดูด หรือนำลวด หรือตะแกรงเข้าไปเกี่ยวลิ่มเลือดที่อุดตัน ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดขึ้นได้ หากผู้ป่วยต้องได้รับการผ่าตัดต้องทำด้วยความระมัดระวังโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อวางแผนการรักษาให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกับผู้ป่วยมากที่สุด

รักษาหลอดเลือดสมองในภาวะเฉียบพลัน

การรักษาโรคหลอดเลือดสมองในภาวะเฉียบพลันทั้งชนิดขาดเลือดและแตกนั้น นอกจากการให้ยาละลายลิ่มเลือด (Fibrinolytic Agents หรือ rt-PA) การทำหัตถการใส่สายสวนเพื่อเปิดหลอดเลือดสมอง (Endovascular Thrombectomy) ยังมีการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อสแกนเนื้อสมอง สามารถเห็นความเสียหายได้ชัดเจน ซึ่งจะทำให้การรักษาตรงจุดและมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้แพทย์อาจใช้เครื่อง Bi-Plane DSA ซึ่งเป็นเครื่องตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคหลอดเลือด ช่วยในการดึงลิ่มเลือดอุดตันแบบ Minimally Invasive Procedure โดยการใส่สายสวนเพื่อไปเปิดหลอดเลือดสมอง โดยไม่เปิดกะโหลกศีรษะ แต่จะมีแผลเล็กที่ขาหนีบบริเวณที่ใส่สายสวนแทน หรือหากสมองมีอาการรุนแรงจนวิกฤติ แพทย์จะเลือกวิธีผ่าตัดสมองด้วยเทคนิคนำวิถี (Stereotactic Neurosurgery) ซึ่งแพทย์สามารถกำหนดจุดที่ต้องการผ่าตัดได้อย่างถูกต้องก่อนลงมีด เมื่อนำผู้ป่วยไปเข้าเครื่องสร้างภาพของสมองแล้วจึงนำภาพนั้นไปวางแผนเพื่อกำหนดพิกัด ช่วยให้ศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดสมองเปิดแผลศีรษะเฉพาะจุดที่ต้องการเท่านั้น ทำให้ผู้ป่วยมีบาดแผลเล็กลงอย่างมาก ในบางกรณีสามารถผ่าตัดผ่านรูขนาดเล็กเพียง 1 – 2 เซนติเมตร ส่งผลให้ผู้ป่วยบาดเจ็บน้อย ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงต่อการเกิดความพิการหรือเสียชีวิต 

Reboot your bain กู้สมอง ฟื้นฟูแบบองค์รวม

ดูแลหลังผ่าตัด

หลังการผ่าตัดหรือการเจ็บป่วยทางสมอง เพื่อผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ การดูแลผู้ป่วยต่อเนื่องในหอผู้ป่วยวิกฤติ หรือ ICU มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 3 – 5 วันแรก เนื่องจากผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น เลือดออกในสมอง เส้นเลือดสมองอุดตันซ้ำ สมองบวม ภาวะความดันในสมองสูง หรือการติดเชื้อ เป็นต้น การดูแลเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อวินิจฉัยความผิดปกติต่าง ๆ รวมถึงให้การรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถป้องกันการบาดเจ็บที่ศีรษะระยะที่ 2 (Secondary Brain Injury) เช่น ผู้ป่วยบางรายอาจมีภาวะสมองขาดออกซิเจน ภาวะชัก ความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น ทำให้สมองสูญเสียหน้าที่มากขึ้น และเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตและความพิการในผู้ป่วยวิกฤติทางสมองให้เหลือน้อยที่สุด

SMART ICU เพื่อผู้ป่วยสมอง

โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนลใช้ระบบ Smart ICU ซึ่งเป็นนวัตกรรมการใช้เทคโนโลยีทาง Medical Informatics โดยใช้คอมพิวเตอร์เก็บรวบรวมข้อมูลทางคลินิกต่าง ๆ ของผู้ป่วยแต่ละราย มีการประมวลผลอย่างถูกต้องชัดเจนและนำเสนอข้อมูลปริมาณมากแบบ Real-Time ในรูปแบบที่เอื้ออำนวยต่อการดูแลรักษาผู้ป่วยวิกฤติทางสมอง ซึ่งต้องการการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดแบบทันท่วงที ทั้งสัญญาณชีพ ระดับออกซิเจนในเลือด ปริมาณสารน้ำเข้า – ออก ระดับความดันภายในสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ คลื่นไฟฟ้าสมอง โดยข้อมูลที่จำเป็นต่อการรักษาทั้งหมดจะถูกบันทึกและสามารถทำมาเปรียบเทียบ เพื่อประกอบการตัดสินใจรักษาผู้ป่วยได้ตลอดเวลาทั้งใน ICU และเพื่อรองรับระบบการปรึกษาทางไกล (Telemedicine) หลักการของ Real-Time Data Collection, Integration of Information และ Action – Reaction ยังช่วยให้แพทย์และพยาบาลสามารถติดตามผลการรักษาที่ผู้ป่วยได้รับตลอดเวลา และสามารถปรับเปลี่ยนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ตามหลักของ Precision and Personalized Medicine

Reboot your bain กู้สมอง ฟื้นฟูแบบองค์รวม

มาตรฐานการลำเลียงผู้ป่วยทางสมอง

เพราะโรคสมองและระบบประสาทรอไม่ได้ ดังนั้นในภาวะฉุกเฉินทางสมองผู้ป่วยต้องได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้ชำนาญการให้ทันเวลา เป้าหมายสำคัญในการลำเลียงผู้ป่วยทางสมองคือ ชีวิตของผู้ป่วยและการปกป้องไม่ให้สมองเกิดความเสียหายมากขึ้น โดยมาตรฐานการดูแลขณะลำเลียงผู้ป่วยทางสมอง มีดังนี้

  1. การดูแลทางเดินหายใจและการหายใจ ผู้ป่วยต้องหายใจได้ดี ได้รับออกซิเจนเพียงพอต่อความต้องการของเซลล์สมอง และมีระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้สมองบวมเพิ่มมากขึ้น
  2. การดูแลระบบการไหลเวียนโลหิต ภาวะฉุกเฉินทางสมองส่วนใหญ่ ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลงโดยเฉพาะบริเวณที่เกิดปัญหา ต้องดูแลและตรวจติดตามเพื่อให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองเพียงพอ
  3. ตรวจการทำงานของสมองและระบบประสาท ทีมแพทย์ – พยาบาลต้องตรวจประเมินการทำงานของสมองและระบบประสาทอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทราบในทันทีที่อาการเปลี่ยนแปลง 
  4. การป้องกันเซลล์สมองจากความเสียหายที่อาจเพิ่มขึ้น ทำได้โดยการป้องกันไม่ให้สมองทำงานหนักและลดสิ่งกระตุ้น เพื่อลดความต้องการใช้ออกซิเจนจากการทำงานเพิ่มขึ้นของสมอง เช่น มีไข้ ชัก กระสับกระส่าย ฯลฯ
  5. การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับปัญหาทางสมอง ให้ผู้ป่วยพักในท่าที่สบาย ปรับตำแหน่งของศีรษะและลำคอให้เหมาะสม
  6. การประสานงานเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจรักษาทันเวลา ผู้ป่วยที่มีภาวะฉุกเฉินทางสมองต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องโดยเร็ว เพื่อเริ่มการรักษาที่จำเป็นได้ก่อนที่เซลล์สมองจะเสียหายจนไม่สามารถฟื้นตัวได้

ศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยบีดีเอ็มเอส (BDMS Medevac Center)

ศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยบีดีเอ็มเอส (BDMS Medevac Center) มีทีมรับแจ้งเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง มีบริการอากาศยานทางการแพทย์ฉุกเฉิน (SKY ICU) ให้บริการรับ – ส่งคนไข้ฉุกเฉินเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วนตั้งแต่แรกรับ ด้วยอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูง ปฏิบัติงานบนเครื่องด้วยทีมแพทย์ – พยาบาลที่มีความชำนาญและประสบการณ์ ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานนิรภัยการบินขององค์กรการบินระหว่างประเทศ รวมทั้งยังมีอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉินจำเป็น เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจวัดสัญญาณชีพและกระตุ้นหัวใจ ที่พร้อมให้การช่วยเหลือผู้ป่วยในยามฉุกเฉินได้ไม่ต่างกับห้อง ICU โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที

ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมให้การดูแลรักษาทุกปัญหาที่เกี่ยวกับสมองและระบบประสาท โดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ ทั้งทางด้านอายุรกรรมกับศัลยกรรมทางสมองเเละระบบประสาท รวมถึงแพทย์สหสาขาวิชา ทั้งแพทย์ด้านการดูแลผู้ป่วยขั้นวิกฤติ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู พยาบาล เภสัชกร นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ ฯลฯ ที่มีความชำนาญในการดูแลผู้ป่วยโรคสมองและระบบประสาท พร้อมด้วยเครื่องมือ เทคโนโลยีในการรักษา โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการรักษาที่ต้นเหตุและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ ร่วมกับการฟื้นฟูสมองโดยคำนึงถึงผู้ป่วยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ภายใต้คอนเซปต์ SMART  คือ S (Specialist) แพทย์เฉพาะทางแต่ละสาขา  M (Modern) การออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคลที่ได้มาตรฐานและวิธีการที่ทันสมัย A (Advanced) มีความก้าวหน้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง R (Reputation) เป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงและเป็นไปตามมาตรฐานสากล  และ T (Technology) มีการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและทันสมัยในการตรวจวินิจฉัยและรักษา โดยกระบวนการในการรักษาผู้ป่วยโรคทางสมองและระบบประสาทที่ผ่านการรับรองมาตรฐานการรักษาในระดับสากล JCI (Joint Commission International) จากประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ทางศูนย์สมองและระบบประสาท มีโรงพยาบาลเครือข่ายใน BDMS และโรงพยาบาลพันธมิตรอื่น ๆ เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุดกับผู้ป่วยแต่ละราย

ข้อมูล :

นพ.นันทศักดิ์ ทิศาวิภาต ผู้อำนวยการแผนกศัลยกรรมระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล

นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ ผู้อำนวยการแผนกอายุรกรรมระบบประสาท ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล

นพ.ชาญพงค์ ตังคณะกุล อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล

พญ.ดวงพร รุธิรโก อายุรแพทย์ด้านผู้ป่วยวิกฤตด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล

นพ.เอกกิตติ์ สุรการ ผู้อำนวยการศูนย์เคลื่อนย้ายผู้ป่วยบีดีเอ็มเอส

สอบถามเพิ่มเติม

โทร. 0 2310 3000 หรือ โทร. 1719

Email: [email protected]